บทที่ 6 2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนเก่า

ติณฑ์ Part

“น้องติณฑ์อยากเป็นหมอตั้งแต่เด็กจนโตเลยนะมีความตั้งใจสูงกว่าลุงโยซะอีก”

“ก็ติณฑ์มีปู่กับพ่อเป็นไอดอลนี่ครับลุงดิว” น่าสงสารลุงดิวชะมัดแต่เป็นเพราะลุงดิวพาดพิงไปถึงลุงโยก่อนตอนนี้เลยถูกเมียตัวเองเดินไปเตะสีข้างจนดังปึก ขนาดผมที่ป้อนปลาหมึกให้น้องหลงนั่งไกลจากลุงดิวตั้งเยอะยังได้ยินชัดเลยว่ะ แต่ครอบครัวของผมก็ไม่ละเลยเพื่อน ๆ ผมเช่นกันทุกคนยังคงถูกลุงป้าน้าอาผมไถ่ถามด้วยความสนใจเต็มที่นั่นทำให้รู้สึกดีไม่น้อย ก็นะทั้งสามคนเป็นเพื่อนสนิทผมไม่อยากให้มันรู้สึกเหมือนไม่ได้รับความสำคัญนี่หว่า

“ระหว่างทางอาจจะเหนื่อยอาจจะล้าไปบ้างแต่ถ้าเดินไปถึงปลายทางเมื่อไหร่ความเหนื่อยล้าจะหายไปทันที ขอให้ทุกคนเดินตามความฝันของตัวเองจนถึงปลายทางนะ อ้วนด้วยพ่อเชื่อว่าอ้วนทำได้”

“จะเรียนอะไรก็ช่างแต่ต้องจำให้ขึ้นใจว่าอย่าให้การเรียนความเหน็ดเหนื่อยอุปสรรครอบข้างระยะทางวันเวลามาทำให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนห่างเหินจนกลายเป็นคนอื่นคนไกลกันล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเก่าหรือเพื่อนใหม่ก็ขอให้รักษาความสัมพันธ์ของคนที่ใจคิดว่าเป็นเพื่อนแท้เอาไว้ให้ดีเพราะชีวิตนี้ไม่ใช่ว่าเราจะมีเพื่อนแท้ได้หลายคน”

“แหมไอ้เถื่อนพูดซะหล่อตัดหน้ากูเลยนะ มานี่เลยมากองกันอยู่ตรงนี้ขอถ่ายรูปลงโซเชียลก่อนเมาเถอะว่ะไม่งั้นเดี๋ยวกูไม่หล่อ” ความเชื่อมั่นที่พ่อมีต่อตัวผมรวมทั้งคำสั่งสอนของลุงโปรดทำให้เราสี่คนพร้อมใจกันพยักหน้ารับคำ เชื่อมั่นเหลือเกินว่ามิตรภาพของผมกับเพื่อนจะลึกซึ้งและยาวนานเหมือนแบบอย่างที่ผมเฝ้ามองพวกท่านอยู่

แต่พอลุงโยเรียกทุกคนให้ไปรวมตัวกันผมก็ไม่รอช้าจะคว้ามือน้องหลงแล้วพยักหน้าชวนเพื่อน ๆ ให้เข้ามาอยู่ในเฟรมเดียวกัน เพียงไม่นานภาพของพวกเราหลายภาพก็ถูกผู้เชี่ยวชาญทางโซเชียลอย่างลุงโยแท็กซ์มาให้อย่างทั่วถึงทุกคน

“ที่พี่โปรดพูดเมื่อกี้ไม่ได้หมายถึงแค่เพื่อนที่นั่งตรงนี้นะพี่ติณฑ์แต่รวมถึงเพื่อนที่ไม่ได้เจอะเจอกันมานานด้วย สักวันถ้าพรหมลิขิตบันดาลให้ได้กลับมาเจอกันน้องหลงก็ขอให้พี่ติณฑ์กับใครคนนั้นกลับมาเป็นเพื่อนกันอีกครั้งนะ” ยิ่งตะวันลาลับลงทุกคนก็ยิ่งสนุกอยู่กับการพูดคุยกินดื่มผมเองก็ติดพันอยู่กับการคุยกับไอ้ขุนไอ้มิวเช่นกันแต่น้องหลงที่เดินมานั่งข้าง ๆ ก็เอ่ยบางคำเพื่อเป็นการชักจูงอีกแล้ว

“ก็เหมือนลุงโปรดพูดนั่นแหละเพื่อนแท้เพื่อนสนิทเพื่อนรักไม่ได้มีกันมากมาย เพราะงั้นสำหรับติณฑ์มีแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ”

“ลูกพี่น้องหลงไม่ต้องไปเสียเวลาเกลี้ยกล่อมหรอกค่ะ ไอ้ติณฑ์มันใจร้ายใจดำจนส้มโอหวังว่าขอให้อิงได้เจอเพื่อนใหม่ที่ดีกว่ามันเถอะ” นึกว่าส้มโอจะติดลมคุยกับลุงโยป้ายิ้มเสียอีกนี่มันเดินมาเมื่อไหร่วะที่สำคัญทำไมต้องเอ่ยชื่อพาดพิงไปถึงคนอื่นด้วยเนี่ย แก้วในมือถูกวางอีกครั้งแล้วหันไปสบตาเพื่อนสนิทเต็มตาอีกที

“มึงเจอมันตอนเด็กแค่ครั้งสองครั้งเองนะทำไมพูดเหมือนสนิทกันนักวะ”

“กูเป็นคนความจำดีไงและเลือกจะจดจำแต่คนดี ๆ เอาไว้ในชีวิตใครจะรู้ว่าชีวิตที่เหลือจะมีคนดี ๆ ให้กูได้จดจำอีกกี่คน มึงก็เหมือนกันถ้าไม่คิดจะจำก็ลืมไปเถอะอิร่าน!” หมับ! คำด่าสุดท้ายของมันไม่ใช่เหตุผลที่ผมเอื้อมมือไปหยิกปากมันหรอก แต่เป็นเพราะวาจาตั้งแต่ประโยคแรกมากกว่า มันก็สู้กลับเหมือนเดิมนะมือทั้งสองข้างของมันถึงได้เอาแต่ตีผมบ้างขยุ้มหัวผมบ้างจนแสบไปทั้งหนังหัวแล้วเนี่ย ถีบลงสระดีไหมวะ

“คุณแม่พี่ติณฑ์กับพี่ส้มโอตีกันอีกแล้วค่ะ”

“โอ๊ย วัยรุ่นขาตีกันตั้งแต่เด็กยันวัยรุ่นหนู ๆ ยังไม่เลิกตีกันอีกเหรอคะ”

“ถ้าใครเลิกตีกันแล้วไปหาผ้ามาปูพี่หมอหล่อคนนี้จะเป็นเจ้ามือนับเลขให้เว้ย” แม้หูจะได้ยินว่าน้องสาวกำลังฟ้องแม่เสียงดังเสียงป้ายิ้มตะโกนบ่นมาตามสายลม แต่คนที่ทำให้ส้มโอหยุดยั้งการทำร้ายร่างกายผมก็คือลุงโยต่างหาก 

มันรีบสะบัดหน้าวิ่งเข้าไปในบ้านแล้ววิ่งกลับมาปูผ้าไว้ข้าง ๆ ลุงโยโดยมีน้องหลงของผมยิ้มร่าถลาตัวไปร่วมวงอีกคน ส่วนผมก็ได้แต่ยืนมองภาพความสุขของครอบครัวใหญ่พร้อมกับจดจำให้เป็นภาพสำคัญเอาไว้ในความทรงจำอีกภาพหนึ่ง

“ถึงกูไม่เคยเจอคนชื่ออิงแต่มึงไม่ใช่คนที่จะหักหาญน้ำใจเพื่อนไม่ใช่เหรอติณฑ์”

“กูก็ไม่คิดจะหักหาญน้ำใจใครนี่หว่า” วันนี้ผมคงหลีกเลี่ยงเรื่องเพื่อนคนนั้นไม่ ได้สินะไอ้ขุนถึงตามตอแยเรื่องนี้อีกคนน่ะ

“งั้นวันหนึ่งถ้าได้เจอกันอีกครั้งจริง ๆ มึงก็ยังเป็นเพื่อนกับมันได้ใช่ไหมล่ะ”

“กูก็คิดจะเป็นแค่เพื่อนกับมันมาตลอดนั่นแหละ” ไหล่ทั้งสองข้างยกขึ้นให้กับคำถามของไอ้ขุน ใจเผลอคิดไปว่าถ้าวันหนึ่งคำถามนั้นเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าผมก็ไม่รีรอจะสานสัมพันธ์กับมันในฐานะเพื่อนเหมือนที่มีต่อไอ้ขุนไอ้มิวส้มโอ เพราะผมปรารถนาจะให้เราสองคนเป็นแค่นั้นจริง ๆ

เปิดเทอมสองได้สองวันก็มีพี่มหาวิทยาลัยมาแนะนำเรื่องเรียนต่อให้พวกเราถึงโรงเรียนแถมยังเป็นมหาวิทยาลัยที่ผมตั้งใจจะเข้าให้ได้ด้วยสิ

“ขอให้สอบเข้าแพทย์ให้ได้นะคะพี่จะรอน้องที่มหาลัยค่ะ”

หมับ! “มันต้องสอบได้แน่ค่ะเพราะมันมีแต่รุ่นพี่มหาลัยมาติวให้ทั้งนั้น ปีก่อนก็มีพี่สาวมหาลัยมาติวให้มันเหมือนกันถ้าพี่สาวจะเป็นติวเตอร์อีกคนก็ทิ้งเบอร์ไว้นะคะ ว่าแต่มีเพื่อนอยู่คณะบริหารบ้างไหมถ้ามีส้มโอจะเป็นผู้สนับสนุนให้พี่สาวเรื่องไอ้ติณฑ์เอง ถ้าส้มโอได้ไปเรียนที่มหาลัยเดียวกันรบกวนคุณพี่ช่วยขอร้องรุ่นพี่บริหารที่นั่นว่าให้เบามือกับส้มโอหน่อยนะคะ” หลังกิจกรรมของพี่มหาวิทยาลัยเสร็จสิ้นและทุกคนกำลังแยกย้ายกันผมกับเพื่อนก็ตั้งใจจะเดินไปโรงอาหารเหมือนกัน

แต่พี่ผู้หญิงซึ่งเป็นหนึ่งในพี่มหาวิทยาลัยคณะแพทยศาสตร์ที่ผมให้ความสนใจก็เป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักทายเราเสียก่อน ส้มโอคงหาลู่ทางของมันเตรียมไว้เหมือนกันมันถึงได้คว้าแขนผมไปกอดหมับแต่ปากกลับหันไปเจรจากับผู้หญิงคนนั้นด้วยท่าทางจริงจัง และได้รับการตอบรับจากเธอทั้งคู่ถึงได้แลกไลน์กันเป็นพัลวัน

ระหว่างนั้นไอ้มิวกับไอ้ขุนเดินมาสะกิดชวนผมไปห้องน้ำหลังห้องพยาบาลกับมันยกใหญ่ เห็นจุดหมายก็รู้ว่ามันจะชวนไปทำอะไรแต่ผมก็ไปนะไม่ถึงอึดใจเราสามคนเลยมาแข่งกันพ่นควันสีเทาแล้วล่ะ

“พวกมึงรู้ข่าวรึยังรอบนี้เฮียทะเลเล่นยับเลยว่ะ”

“แรงกว่าคนเก่าอีกเหรอวะ” แค่ไอ้มิวเอ่ยชื่อเฮียทะเลผมก็รู้แล้วว่ามันหมายถึงอะไร ยิ่งมันพยักหน้าตอบรับในคำถามของไอ้ขุนผมก็ยิ่งต้องรีบอัดบุหรี่ลงปอดเพราะนึกเห็นใจคนที่เฮียทะเลไปสร้างเรื่องเอาไว้แน่ล่ะไม่พ้นพวกที่มาจีบไอ้ส้มโอนั่นแหละ

“เฮียย้ำมาด้วยว่าถ้ามีใครเกาะแกะส้มโออีกให้รายงานแกด้วยนะ มึงน่ะรับหน้าที่นี้ไปเลยติณฑ์”

“ถึงไม่รายงานเฮียก็รู้นี่หว่าเล่นให้คนตามติดส้มโอแจขนาดนั้นน่ะ” คำบอกเล่าแกมสั่งของไอ้มิวถูกผมท้วงออกไป ใจหวนคิดย้อนไปในวัยเด็กมาจนถึงตอนนี้เฮียทะเลก็มีนิสัยไม่ต่างจากลุงโปรดคือให้บอดี้การ์ดคอยติดตามคนสำคัญของตัวเองอยู่เสมอเห็นแล้วอึดอัดแทนชะมัด

“หยุดเรื่องส้มโอไว้ก่อนว่าแต่มึงเถอะมิวเลิกกับหญิงแล้วเหรอวะ”

“ใครบอกมึงอีกล่ะ” สงสัยคำถามของไอ้ขุนจะสร้างความหนักใจให้ไอ้มิวมากพอดู มันถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาสูบบุหรี่จนผมกลัวว่าปอดมันจะพังนำหน้าผมสองคนแล้วนะ

“เขาคุยกันทั้งโรงเรียนนั่นแหละแฟนมึงเล่นอัปเดตสเตตัสโสดโจ่งครึ่มขนาดนั้นน่ะ มีอะไรวะทะเลาะกันบ่อยเกินไปไหม”

“เฮ้อ เหนื่อยว่ะรู้งี้กูไม่มีแฟนก็ดีอยู่เป็นโสดอย่างมึงสองคนน่าอิจฉาฉิบหาย” คำตอบของไอ้มิวทำให้ผมกับไอ้ขุนเหลือบตามองกัน มุมปากเราสองคนก็ยกยิ้มขึ้นมาพร้อมกันเมื่อเห็นว่าเพื่อนหนึ่งเดียวในกลุ่มที่มีแฟนคนนี้กำลังมีท่าทีเหนื่อยหน่ายอย่างปากมันพูดจริง ๆ

“หึหึ กูกับไอ้ขุนเตือนมึงตั้งแต่แรกแล้วมึงก็ยังแส่เดินเข้าไปในโรงเชือดเองช่วยไม่ได้นี่หว่า”

“นั่นสิจำได้ว่ามึงกับกูพูดจนปากเปียกปากแฉะมันก็ยังดันทุรังเอง แต่อะไรก็ตามที่เหนื่อยมันจะมีความสุขเหรอวะมึงคิดว่าไงติณฑ์”

“ถามกูทำไมกูยังไม่เคยเหนื่อยกับเรื่องแบบนี้เหมือนมึงนั่นแหละ นู่นไปเค้นคำตอบเอากับคนที่บ่นนู่น” แทนที่จะถามไอ้มิวแต่มันดันถามคนไม่มีประสบการณ์อย่างผมซะงั้น พอเราสองคนหันไปกดดันเอาความกับไอ้มิวอีกทีมันก็เอาแต่เสยผมไปสูบบุหรี่ไปไม่รู้ว่าเครียดอะไรนักหนาวะเพื่อนกู

“กูก็เพิ่งเคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนนี่แหละขนาดไม่ถึงปียังเหนื่อยฉิบหาย นี่กูคิดไว้แล้วนะว่าถ้าเลิกรอบนี้แล้วเลิกยาวเลยกูไม่ง้อแน่นอน”

แปะ ๆ “เอาเถอะน่าถือว่าสะสมประสบการณ์ไว้ก่อนอย่าคิดมากเลยว่ะ”

“ปล่อยให้มันเป็นไปตามความรู้สึกของมึงเถอะมิว ถ้าเอาแต่วิ่งตามคนที่น่าสงสารก็คือตัวมึงเองหัดสงสารตัวเองบ้างสิวะเพื่อน” เชื่อว่าคำปลอบโยนของไอ้ขุนที่ตบไหล่ไปปลอบเพื่อนไปคงไม่เข้าถึงใจไอ้มิวหรอกเพราะเพื่อนผมยังคงเต๊าะบุหรี่จากซองออกมาสูบอีกมวน 

ยิ่งมันเป็นอย่างนี้ผมก็ยิ่งเห็นใจมันจนต้องออกปากบอกให้มันรู้จักรักและสงสารตัวเองบ้าง เพราะผมเห็นมันเอาแต่ตามจีบหญิงก่อนแถมเวลาทะเลาะกันมันก็ต้องคอยง้ออยู่ร่ำไปทั้งที่ส่วนใหญ่แล้วหญิงเอาแต่ใจกับมันจะตาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยั้งปากไม่ยุให้มันเลิกกับแฟนนะเพราะคิดว่าถ้ามันเหนื่อยมาก ๆ สักวันหนึ่งมันจะเดินต่อไม่ไหวแล้วมันจะเป็นคนถอยหลังกลับมาเอง 

ส่วนผมกับเพื่อนที่เหลือคงทำได้เพียงอยู่เป็นเพื่อนในยามที่มันเสียใจ และมั่นใจว่ามันจะผ่านประสบการณ์ตรงนี้ไปได้ ซึ่งเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ตัวผมก็อาจจะได้พบพานกับเรื่องนี้ในสักวันหนึ่งเช่นกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป